← กลับหน้าแรก เปิดโพสต์ Facebook
photo
ส่งเสริมการอ่าน
ผู้ป่วยโรคไตเสื่อม การเลือกทานผักต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
📅 2026-09-01 👍 0 🔁 0 💬 0
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อม การเลือกทานผักต้องใส่ใจเป็นพิเศษเรื่อง "ปริมาณโพแทสเซียม (Potassium) และฟอสฟอรัส (Phosphorus)" เป็นหลักครับ เพื่อไม่ให้ไตทำงานหนักเกินไป ผักที่ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรเลือกทาน แบ่งตามกลุ่มความปลอดภัยได้ดังนี้ 1. กลุ่มผักที่มีโพแทสเซียม "ต่ำ" (ทานได้ดีและปลอดภัย) ผักกลุ่มนี้มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำ ไตสามารถขับออกได้ง่าย ไม่ทำให้เกิด ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจ ฟักเขียวและแฟง: มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ และมีโพแทสเซียมต่ำมาก บวบ (บวบเหลี่ยม/บวบทาน้ำ): ย่อยง่าย โพแทสเซียมต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต มะเขือยาวและมะเขือเปราะ: เลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ โพแทสเซียมค่อนข้างต่ำ ถั่วงอก: เป็นผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ สามารถนำมาลวกใส่ก๋วยเตี๋ยวหรือผัดได้ กะหล่ำปลี (ต้มสุก): แม้กะหล่ำปลีดิบจะมีโพแทสเซียมปานกลาง แต่หากนำมาผ่านความร้อนหรือต้มสุก โพแทสเซียมจะละลายออกไปกับน้ำได้บางส่วน ทำให้ทานได้ปลอดภัยขึ้น เห็ดหูหนูขาว: มีโพแทสเซียมต่ำกว่าเห็ดชนิดอื่น นิยมนำมาทำแกงจืด 2. กลุ่มผักที่ควร "หลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ" (โพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง) ผักเหล่านี้มีปริมาณแร่ธาตุสูง หากไตเสื่อมแล้วจะขับออกได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมในเลือด ผักใบเขียวเข้มจัด: เช่น ผักโขม ปวยเล้ง คะน้า ใบยอ และผักบุ้ง (มีโพแทสเซียมสูงมาก) ผักตระกูลถั่วและเมล็ดพืช: เช่น ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว และธัญพืชต่างๆ (มีทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง) หน่อไม้และหัวหอมใหญ่: มีปริมาณโพแทสเซียมสูง ควรหลีกเลี่ยง ฟักทองและแครอท: แม้จะมีวิตามินสูง แต่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีโพแทสเซียมปานกลางถึงสูง ผู้ป่วยโรคไตระยะท้ายๆ ควรงดหรือจำกัดปริมาณอย่างเคร่งครัด เคล็ดลับการเตรียมผักสำหรับผู้ป่วยโรคไต การลวกหรือต้มทิ้งน้ำ: สำหรับผักที่มีโพแทสเซียมปานกลาง การหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด จากนั้น "เทน้ำต้มทิ้ง" (ไม่นำน้ำซุปนั้นมาทำอาหารต่อ) จะช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมลงไปได้บางส่วน หลีกเลี่ยงผักดิบ: ควรทานผักที่ปรุงสุกด้วยความร้อน เพื่อความปลอดภัยและช่วยลดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ทั้งนี้ ปริมาณการทานผักอาจต้องปรับเปลี่ยนตามระยะของโรคไต (ระยะที่ 1-2 ยังพอทานได้หลากหลาย แต่ระยะที่ 3-5 ต้องจำกัดเข้มงวด) แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารประจำตัวร่วมด้วย
© 2026 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครราชสีมา | ระบบรายงานข่าว