ส่งเสริมการอ่าน
"เกลือหิมาลายัน" สีชมพูสวยขนาดนี้... แต่รู้ไหมว่าจริงๆ ไม่ได้มาจากภูเขาหิมาลัย
📅 2026-05-20
👍 0
🔁 0
💬 0
"เกลือหิมาลายัน" สีชมพูสวยขนาดนี้... แต่รู้ไหมว่าจริงๆ ไม่ได้มาจากภูเขาหิมาลัย
🩷
เกลือหิมาลายัน (Himalayan Salt) หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ "เกลือสีชมพู" เป็นเกลือบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของการประกอบอาหาร การดูแลสุขภาพ และการบำบัดผิวพรรณ
แม้จะชื่อว่าเกลือหิมาลายัน แต่จริงๆ แล้วเกลือชนิดนี้ไม่ได้ถูกขุดเจาะลงมาจากยอดเขาหิมะของเทือกเขาหิมาลัย แต่มันมาจาก เหมืองเกลือเยวรา (Khewra Salt Mine) ในประเทศปากีสถาน
🇵🇰
ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาหิมาลัย
เหมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก โดยเกลือเหล่านี้เกิดจากการตกตะกอนของทะเลโบราณเมื่อกว่า 250 ล้านปีก่อน ทำให้มันถูกบีบอัดอยู่ใต้ชั้นหินและปลอดภัยจากมลพิษทางทะเลในยุคปัจจุบัน
🩷 สีสันที่สวยงามตั้งแต่สีขาวอมชมพู ไปจนถึงสีชมพูเข้มหรือส้มอิฐนั้น เกิดจาก แร่ธาตุตามธรรมชาติ ที่สะสมอยู่ในผลึกเกลือ โดยเฉพาะ ธาตุเหล็ก (Iron Oxide) รวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม, แคลเซียม และโพแทสเซียม
☆☆☆ความแตกต่างระหว่าง เกลือหิมาลายัน vs เกลือแกงทั่วไป☆☆☆
แม้ว่าทั้ง เกลือหิมาลายันสีชมพู และ เกลือแกงทั่วไป (Table Salt) จะมีหน้าที่หลักคือการให้ความเค็มเหมือนกัน แต่ถ้าเจาะลึกไปถึงโครงสร้าง ต้นกำเนิด และคุณค่าทางสารอาหารแล้ว ทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงใน 5 มิติหลักๆ ดังนี้
1. แหล่งที่มาและกรรมวิธีการผลิต
🩷 เกลือหิมาลายันสีชมพู
เป็นเกลือสินเธาว์โบราณที่ได้จาก การทำเหมืองใต้ดิน (ส่วนใหญ่มาจากเหมืองเกลือเยวรา ประเทศปากีสถาน) ซึ่งทับถมมานานกว่า 250 ล้านปี ถูกขุดเจาะด้วยแรงงานคน นำมาบดและล้างทำความสะอาดด้วยวิธีธรรมชาติ โดยไม่มีการใช้สารเคมีหรือสารฟอกสีใดๆ
🧂 เกลือแกงทั่วไป
ส่วนใหญ่ได้จาก เกลือทะเลหรือเกลือสินเธาว์ผิวดิน แล้วนำเข้าสู่ กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่เข้มข้น เพื่อขจัดสิ่งเจือปนและแร่ธาตุอื่นๆ ออกไป จนเหลือเพียงโซเดียมคลอไรด์บริสุทธิ์ จากนั้นจะผ่านการฟอกขาวและใส่สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (Anti-caking agents) เพื่อให้เกลือเทง่ายและไม่ชื้น
2. องค์ประกอบของแร่ธาตุ
🩷 เกลือหิมาลายันสีชมพู
ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ประมาณ 97–98% ส่วนอีก 2–3% ที่เหลือคือ แร่ธาตุรองตามธรรมชาติกว่า 84 ชนิด เช่น ธาตุเหล็ก (ที่ทำให้เกลือมีสีชมพู), แมกนีเซียม, แคลเซียม และโพแทสเซียม
🧂 เกลือแกงทั่วไป
ถูกสกัดจนเหลือ โซเดียมคลอไรด์สูงถึง 99% หรือมากกว่านั้น แร่ธาตุธรรมชาติอื่นๆ ถูกดึงออกไปจนหมดในขั้นตอนการผลิต แต่จะมีการ เติมไอโอดีนสังเคราะห์ เข้าไปทีหลังเพื่อช่วยป้องกันโรคคอพอก
3. ปริมาณโซเดียม (เมื่อเทียบตามปริมาตร)
🩷 เกลือหิมาลายันสีชมพู
โดยธรรมชาติแล้ว ผลึกของเกลือชมพูจะมีความหยาบและหนาแน่นน้อยกว่าเกลือแกง ส่งผลให้ ใน 1 ช้อนชาเท่ากัน เกลือชมพูจะมีปริมาณโซเดียมที่น้อยกว่าเกลือแกงเล็กน้อย (เพราะมีช่องว่างระหว่างผลึกมากกว่าและมีแร่ธาตุอื่นมาแชร์พื้นที่)
🧂 เกลือแกงทั่วไป
มีผลึกที่ละเอียดและอัดแน่นมาก ทำให้ใน 1 ช้อนชา จะได้ปริมาณโซเดียมที่เข้มข้นกว่าเกลือชมพูอย่างชัดเจน
4. รสชาติและสัมผัส (Taste Profile)
🩷 เกลือหิมาลายันสีชมพู
มีรสชาติ เค็มละมุน กลมกล่อม ไม่เค็มแหลมคอ และติดหวานปลายๆ เล็กน้อยเนื่องจากมีแร่ธาตุหลายชนิดผสมอยู่ ช่วยชูรสชาติวัตถุดิบได้ดีโดยไม่กลบกลิ่นธรรมชาติ
🧂 เกลือแกงทั่วไป
มีรสชาติ เค็มจัดและเค็มแหลม ทันทีที่สัมผัสลิ้น เนื่องมาจากความบริสุทธิ์ของโซเดียมที่สูงมาก
5. การนำไปใช้งาน
🩷 เกลือหิมาลายันสีชมพู
เหมาะกับการปรุงอาหารที่ต้องการโชว์รสชาติวัตถุดิบ (เช่น โรยหน้าสเต็ก, ซาชิมิ, หรือสลัด), ใช้ในเมนูเบเกอรีระดับพรีเมียม และยังนิยมนำไปใช้ในธุรกิจสปา บำบัดผิว หรือทำโคมไฟดักฝุ่น
🧂 เกลือแกงทั่วไป
เหมาะสำหรับการปรุงอาหารทั่วไปในชีวิตประจำวัน, งานครัวที่ต้องใช้เกลือในปริมาณมาก เช่น การหมักดอง อาหารแปรรูป หรือการต้มน้ำลวกผัก เนื่องจากละลายน้ำได้เร็วมากและมีราคาถูกกว่า
แม้เกลือหิมาลายันจะมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีส่วนประกอบหลักเป็นโซเดียมเช่นเดียวกับเกลือทั่วไป ดังนั้นจึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมของโซเดียมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชา) เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต
ที่มาข้อมูล : The Earth
ภาพ : ห้องสมุดประชาชนอำเภอขามทะเลสอ