ส่งเสริมการอ่าน
ไวรัสฮันตา
📅 2026-06-28
👍 0
🔁 0
💬 0
รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) โรคจากหนูที่กำลังถูกจับตาในปี 2569
ในช่วงปี 2569 “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) กลายเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโลก หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานการพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius จนหลายประเทศต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดภายในประเทศ แต่หน่วยงานสาธารณสุขได้เพิ่มมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังบริเวณด่านเข้าออกประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคดังกล่าว กระแสความสนใจของโรคนี้เกิดจากความรุนแรงของอาการ ซึ่งในบางรายอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หรือไตวายเฉียบพลันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อีกทั้งไวรัสบางสายพันธุ์ เช่น Andes virus ยังสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยก็ตาม
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ เชื้อสามารถแพร่สู่คนและก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้
โรคนี้พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยชนิดของไวรัสอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น
Andes virus พบมากในอเมริกาใต้
Seoul virus พบในหลายประเทศรวมถึงแถบเอเชีย
Hantaan virus พบในเอเชียตะวันออก
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับไวรัสฮันตา การรักษาจึงเน้นการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร?
การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้อ เช่น
สูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนู
สัมผัสสารคัดหลั่งจากหนูแล้วเผลอจับตา จมูก หรือปาก
รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
ถูกหนูกัด (พบได้น้อย)
สถานที่เสี่ยงมักเป็นบริเวณที่มีหนูอาศัยอยู่ เช่น โกดังเก็บของ โรงงาน ห้องเก็บของ บ้านร้าง ฟาร์ม หรือพื้นที่อับชื้นที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน
อาการของไวรัสฮันตา
หลังได้รับเชื้อ อาจมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ ก่อนเริ่มแสดงอาการ
อาการระยะแรก
ไข้สูงเฉียบพลัน
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย
ปวดศีรษะ
คลื่นไส้ อาเจียน
ปวดท้อง หรือท้องเสีย
อาการช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต
อาการรุนแรง
หากเชื้อลุกลาม อาจเกิดภาวะอันตราย เช่น
ไอและหายใจลำบาก
น้ำท่วมปอด
ปอดอักเสบรุนแรง
ความดันต่ำ ช็อก
ไตวายเฉียบพลัน
เลือดออกผิดปกติในบางราย
ผู้ป่วยบางประเภทอาจมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาช้า
ไวรัสฮันตาอันตรายแค่ไหน?
สิ่งที่ทำให้ไวรัสฮันตาถูกจับตามอง คือความรุนแรงของโรค แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะไม่มากเท่าโรคระบาดอื่น แต่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดล่าสุดบนเรือสำราญมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีหลักฐานว่าโรคนี้จะแพร่ระบาดในวงกว้างแบบ COVID-19
วิธีป้องกันไวรัสฮันตา
แม้จะยังไม่มีวัคซีนเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการป้องกันการสัมผัสเชื้อ
วิธีดูแลตนเอง
เก็บอาหารในภาชนะปิดสนิท
ดูแลบ้านและพื้นที่เก็บของให้สะอาด
กำจัดแหล่งอาศัยของหนู
ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
หลีกเลี่ยงการกวาดมูลหนูแห้ง เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง
สำหรับโรงงานหรือสถานประกอบการ
ควรมีระบบควบคุมสัตว์พาหะ
ตรวจสอบพื้นที่เก็บสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
ทำความสะอาดพื้นที่อับชื้นเป็นประจำ
ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ
เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?
หากมีประวัติสัมผัสหนู หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ
หายใจเหนื่อย หอบ
ปวดเมื่อยรุนแรงผิดปกติ
อ่อนเพลียมาก
ปัสสาวะน้อยลง
เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
การเข้ารับการรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น
แม้ “ไวรัสฮันตา” จะยังไม่ใช่โรคที่ระบาดในวงกว้างในประเทศไทย แต่จากสถานการณ์ทั่วโลกในปี 2569 ทำให้หลายประเทศเริ่มจับตามองโรคนี้มากขึ้น เพราะเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและเกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรา
การดูแลความสะอาดภายในบ้าน โรงงาน และสถานที่ทำงาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ถือเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด
© 2026 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครราชสีมา | ระบบรายงานข่าว